SEC เตรียมพิจารณากรอบกำกับดูแล "Regulation Crypto" 14 ส.ค. ระหว่างรอร่างกฎหมาย CLARITY ยังติดค้างสภาคองเกรส

แมตต์ ฮูแกน (Matt Hougan) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) ของ Bitwise ระบุว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) อาจเดินหน้ากำหนดกฎเกณฑ์ด้านคริปโตได้ แม้ร่างกฎหมาย CLARITY Act ยังไม่คืบหน้าในสภาคองเกรส ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมเห็นความชัดเจนด้านกฎระเบียบได้เร็วกว่าเดิม เส้นเวลามีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อ SEC นัดประชุมแบบเปิด (open meeting) ในวันที่ 14 สิงหาคม เพื่อพิจารณาการเสนอกรอบ "Regulation Crypto" อย่างเป็นทางการครั้งแรก สำหรับการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท แนวทางที่ 1: SEC อาจเสนอ "Regulation Crypto" อย่างเป็นทางการ ประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ SEC อาจยื่นข้อเสนอ "Regulation Crypto" ภายในสัปดาห์นี้ ฮูแกนมองว่าเป็น "ถนนเลี่ยง" เพื่อข้ามความล่าช้าของ CLARITY Act โดยให้เหตุผลว่า CLARITY ต้องอาศัยกฎหมายซึ่งใช้เวลานาน ขณะที่ SEC สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ในการออกกฎเกณฑ์และยกเว้นบางส่วนได้ Bloomberg รายงานว่า SEC มีแผนสำคัญเกี่ยวกับคริปโตเตรียมประกาศ กรอบที่อยู่ระหว่างพิจารณาอาจเปิดทางให้โครงการคริปโตใหม่ระดมทุนได้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นหลักทรัพย์เต็มรูปแบบในทันที และกำหนดเส้นทางเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายที่มีความกระจายศูนย์มากขึ้น แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับยุค ICO ปี 2018 ที่โครงการคริปโตจำนวนมากเผชิญความยากลำบากในการระดมทุนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ ฮูแกนเชื่อว่ากฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นจะปลดล็อกนวัตกรรมระลอกใหม่ พร้อมเปรียบว่าอาจมี "ดอกไม้บานนับล้าน" อย่างไรก็ดี หากมีการโหวตอนุมัติให้เสนอกรอบดังกล่าว ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะข้อเสนอจะต้องผ่านขั้นตอนรับฟังความเห็นสาธารณะและกระบวนการกำกับดูแลเพิ่มเติมก่อนมีผลบังคับใช้จริง แนวทางที่ 2: สร้างช่องทางใหม่ให้หลักทรัพย์แบบโทเค็น อีกทางเลือกหนึ่งคือความคืบหน้าของ "innovation exemption" สำหรับหลักทรัพย์แบบโทเค็น (tokenized securities) โดย SEC กำลังพิจารณาวิธีทำให้การออกและการซื้อขาย "เวอร์ชันดิจิทัล" ของหลักทรัพย์ดั้งเดิมทำได้ง่ายขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งอาจรองรับการซื้อขายหุ้นแบบโทเค็นตลอด 24/7 และดึงบางส่วนของตลาดหุ้นดั้งเดิมเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานบนบล็อกเชน ทิศทางนี้สอดคล้องกับวาระ Project Crypto ของประธาน SEC พอล แอตกินส์ (Paul Atkins) ที่เน้นการออกกฎเกณฑ์ การยกเว้น และการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจน มากกว่าพึ่งพาการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก นอกจากนี้ SEC ยังประสานงานกับคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ในประเด็นการจัดประเภทสินทรัพย์คริปโตแต่ละชนิด แนวทางที่ 3: กฎของ SEC เดินหน้าไปก่อน ระหว่างที่ CLARITY ยังรอการลงมติ แม้ SEC จะดำเนินการในสัปดาห์นี้ แต่ CLARITY Act ยังไม่หมดความสำคัญ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และผ่านคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา แต่สมาชิกรัฐสภาออกจากวอชิงตันช่วงพักประชุมเดือนสิงหาคมโดยยังไม่มีการลงมติในที่ประชุมวุฒิสภาเต็มคณะ คาดว่ากระบวนการจะกลับมาเดินหน้าราวเดือนกันยายน โดยยังมีความเห็นต่างเรื่อง DeFi บทบัญญัติด้านจริยธรรม และประเด็นผลตอบแทนของสเตเบิลคอยน์ ภาพรวมจึงอาจเป็นแนวทาง "สองราง" โดยกฎเกณฑ์ของ SEC ช่วยสร้างกรอบกำกับดูแลได้เร็วกว่า ขณะที่สภาคองเกรสเดินหน้าจัดทำกฎหมายถาวรไปพร้อมกัน ผลต่ออุตสาหกรรมคริปโต กรอบความร่วมมือ SEC-CFTC เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่า BTC, ETH, SOL, XRP, ADA, LINK, AVAX, DOT, HBAR, LTC, DOGE, SHIB, XTZ, BCH, APT และ XLM เป็น "สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล" (digital commodities) ข้อเสนอใหม่ของ SEC ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มโทเค็นอื่นเข้าไปในรายชื่อดังกล่าวโดยอัตโนมัติ แต่มีโอกาสสร้างเส้นทางที่ชัดเจนขึ้นสำหรับ ETF ผลิตภัณฑ์สเตกกิ้ง (staking) และผลิตภัณฑ์โครงสร้าง (structured products) ที่อ้างอิงสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อยู่แล้ว หากกรอบถูกผลักดันและเดินหน้าต่อ ประโยชน์หลักคือความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่มากขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นการเกิดโครงการคริปโตใหม่ และดึงกิจกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิมเข้าสู่ระบบ onchain มากขึ้น แต่กฎของ SEC ไม่ถาวรเท่ากฎหมาย และอาจเผชิญการท้าทายทางกฎหมายได้ ข้อเสนอในวันที่ 14 สิงหาคมจึงอาจเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังไม่ใช่สิ่งทดแทน CLARITY Act