อินเดียเตรียมทดลองออก"พันธบัตรเอกชนโทเคน" ก.ย.นี้ ชำระราคาแบบ CBDC ภาคสถาบัน

สรุปภาพรวมตลาดด้วย AI
โครงการนำร่องที่วางแผนไว้ในเดือนกันยายนของอินเดียสำหรับตราสารหนี้ภาคเอกชนในรูปแบบโทเค็น โดยชำระบัญชีผ่าน CBDC ภาคค้าส่ง ส่งสัญญาณถึงความคืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่ตลาดทุนที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชน พร้อมตอกย้ำสถาปัตยกรรมแบบกำหนดสิทธิ์ที่รัฐควบคุมไว้ การออกตราสารของ REC และกรอบงานกระเป๋าเงิน DEMAT 2.0 อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งมอบแลกชำระเงินและทำให้รอบการชำระบัญชีสั้นลง แต่ข้อจำกัดด้านการมีส่วนร่วมและการควบคุมที่เชื่อมโยงกับ CBDC อาจจำกัดการขยายตัวในระยะใกล้ ความริเริ่มนี้เป็นหมุดหมายที่มีนัยสำคัญเชิงนโยบายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานตลาดที่อิง INR
ระดับผลกระทบ
● ปานกลาง
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ
NCFXUSD2INR/USDT-0.28%
ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · NCFXUSD2INR/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI
● Neutral
เทรดตอนนี้
⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวัง
สรุปย่อ: อินเดียเตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องในเดือนกันยายน เพื่อทดสอบการออก"พันธบัตรเอกชนในรูปโทเคน" โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับการบันทึกหลักทรัพย์ และชำระราคาแบบส่งมอบแลกชำระเงิน (delivery-versus-payment) ผ่าน CBDC ภาคสถาบัน (wholesale CBDC) แหล่งข่าวระบุว่า REC Limited ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อาจเป็นผู้ออกพันธบัตรมูลค่าน้อยกว่า 5 พันล้านรูปี หรือราว 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ลงทุนต้องใช้กระเป๋าเงิน CBDC ควบคู่กับกระเป๋าหลักทรัพย์ใหม่ DEMAT 2.0 ขณะที่ตลาดรองคาดว่าจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างภายในเดือนธันวาคม อินเดียกำลังทดสอบแนวคิด"พันธบัตรโทเคน" ผ่านโครงการนำร่องเดือนกันยายน โดยผสานการออกและถือครองหลักทรัพย์บนระบบบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) เข้ากับการชำระราคาด้วย CBDC ภาคสถาบัน โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวต่อจากการทดลอง e-rupee ภาคสถาบันก่อนหน้า และขยายขอบเขตจากการชำระราคาตราสารหนี้ภาครัฐไปสู่ตราสารหนี้ภาคเอกชนและธุรกรรมตลาดทุนที่เกิดบนดิจิทัลโดยตรง REC ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาเงินทุนรายใหญ่ในภาคพลังงาน มีแผนเสนอขายพันธบัตรดังกล่าวให้กับกลุ่มผู้ลงทุนแบบคัดเลือก ตามข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหารือ ข้อเสนออาจถูกนำเสนอในงานฟินเทคประจำปีที่เมืองมุมไบในเดือนกันยายน ทำให้ตราสารหนี้โทเคนกลายเป็นประเด็นสำคัญในวาระการเงินดิจิทัลของประเทศ โครงสร้างการใช้งานกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องมีบัญชีดิจิทัล 2 ส่วน ได้แก่ ธนาคารจัดเตรียมกระเป๋าเงิน CBDC ภาคสถาบันสำหรับการชำระเงิน ส่วนผู้รับฝากหลักทรัพย์ในอินเดียกำลังพัฒนากระเป๋าหลักทรัพย์ชื่อ DEMAT 2.0 เพื่อรองรับการถือครองระบบใหม่ การบันทึกความเป็นเจ้าของพันธบัตรจะอยู่บน DLT เพื่อให้"ฝั่งสินทรัพย์" และ"ฝั่งการชำระเงิน" ทำงานเชื่อมกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในแง่ตลาดบล็อกเชน ประเด็นสำคัญของโทเคนไนเซชันคือการเชื่อมตั้งแต่การออก การถือครอง ไปจนถึงการชำระราคา การทดลองในยุโรปและฮ่องกงก่อนหน้านี้ชี้ว่า DLT สามารถลดขั้นตอนการกระทบยอดข้อมูล และอาจย่นระยะเวลาการชำระราคาได้ ซึ่งช่วยหนุนเหตุผลเชิงโครงสร้างสำหรับระบบการเงินที่ใช้บล็อกเชน อย่างไรก็ดี การออกแบบโครงการสะท้อนข้อจำกัดของเครือข่ายแบบมีการอนุญาต (permissioned network) ผู้ลงทุนต้องมีกระเป๋าเงิน CBDC และกระเป๋าหลักทรัพย์ที่เข้ากันได้จึงจะทำธุรกรรมได้ อีกทั้งพันธบัตรจะถูกล็อกไว้ 3 เดือน ตลาดรองคาดว่าจะถูกพัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือนธันวาคม แต่ในช่วงแรกตราสารยังไม่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิม ภาพรวมดังกล่าวอาจเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการชำระราคา แต่ก็อาจทำให้ฐานผู้เข้าร่วมแคบลง พร้อมเปิดประเด็นความตึงเครียดสำคัญในกรอบการเงินดิจิทัลที่รัฐเป็นผู้นำ บล็อกเชนสามารถทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การให้ธุรกรรมไหลผ่าน CBDC ที่รัฐควบคุมย่อมทำให้เกิดคำถามเรื่องอิสระทางการเงิน ความเป็นส่วนตัว และการเข้าถึง CBDC แตกต่างจากคริปโทแบบเปิด เช่น บิตคอยน์ โดยพื้นฐาน บิตคอยน์ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายการเงินแบบกระจายศูนย์ ไม่มีผู้ออกส่วนกลางมารับรองธุรกรรม ขณะที่ CBDC ภาคสถาบันยังอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารกลาง และสามารถฝังกฎระเบียบเชิงสถาบันไว้ในชั้นการชำระเงินได้