Galaxy Research ชี้ร่องรอยเหตุโจมตีกระเป๋า Bitcoin Coldcard มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์ พบดูดเงินจาก 1,196 แอดเดรส

สรุปภาพรวมตลาดด้วย AI
Galaxy Research ติดตามการดูดออกภายใน 41 นาทีของ 1,082.65 BTC (~$70.2M) จากที่อยู่ 1,196 รายการที่เชื่อมโยงกับ Coldcard ไปยังผู้ปฏิบัติการอัตโนมัติรายเดียว ซึ่งเชื่อมโยงกับช่องโหว่เฟิร์มแวร์ที่ถูกเปิดเผย และตามมาด้วยการอัปเดตฉุกเฉินจาก Coinkite เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความเสี่ยงด้านการนำฮาร์ดแวร์วอลเล็ตไปใช้งาน และความเป็นไปได้ของการโจมตีต่อเนื่องในชุดการตั้งค่าแบบซิงเกิลซิกเนเจอร์ที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ความอ่อนไหวต่อการถือครองด้วยตนเองในระยะใกล้และความเสี่ยงคู่สัญญาเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ถือ Bitcoin
ระดับผลกระทบ
● ปานกลาง
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ
BTC/USDT-1.08%
ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · BTC/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI
▼ ขาลง
เทรดตอนนี้
⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวัง
Galaxy Research รายงานว่าได้ระบุแอดเดรส Bitcoin ที่ถูกกวาดเงินออกไปจำนวน 1,196 แอดเดรส รวมมูลค่า 1,082.65 BTC คิดเป็นราว 70.2 ล้านดอลลาร์ ภายในช่วงเวลา 41 นาทีของวันที่ 30 กรกฎาคม รายงานระบุว่า ธุรกรรมเกิดขึ้นระหว่างเวลา 01:10:20 UTC ถึง 01:51:26 UTC ครอบคลุม 6 บล็อกของเครือข่าย ก่อนที่ Coinkite จะเปิดเผยต่อสาธารณะถึงช่องโหว่เฟิร์มแวร์ที่กระทบกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard บางรุ่น นอกจากนี้ Galaxy Research ระบุว่าไม่พบธุรกรรมที่มีรูปแบบตรงกันเพิ่มเติมในช่วง 30 วันที่ผ่านมา รูปแบบธุรกรรมบนเชนชี้ไปที่ผู้ก่อเหตุรายเดียว Galaxy Research ระบุว่า ทุกธุรกรรมตั้งค่าค่าธรรมเนียมเครือข่ายเท่ากันที่ 30.0 sat/vB และไม่มีเอาต์พุตเงินทอน (change output) นักวิจัยมองว่าค่าธรรมเนียมที่ตายตัวดังกล่าวแตกต่างจากพฤติกรรมรวมเหรียญ (consolidation) ของ Bitcoin ตามปกติ และสะท้อนการทำงานของผู้ปฏิบัติการอัตโนมัติรายเดียว ในรายละเอียด แอดเดรสที่ถูกดูดเงินประกอบด้วย native SegWit จำนวน 1,183 แอดเดรส, แอดเดรสตามมาตรฐาน BIP49 จำนวน 7 แอดเดรส และ BIP44 จำนวน 6 แอดเดรส Galaxy Research ระบุว่าสัดส่วนดังกล่าวสอดคล้องกับการสแกนแบบอัตโนมัติผ่านหลายเส้นทางการสร้างแอดเดรส (derivation paths) นักวิจัยยังพบว่าธุรกรรมถูกส่งเป็นชุด ไม่ได้เกิดอย่างต่อเนื่อง โดยมี 3 บล็อกคั่นกลางที่ไม่พบกิจกรรมกวาดเงินภายในช่วง 41 นาทีดังกล่าว เงินที่ถูกขโมยถูกส่งไปรวมที่ 4 แอดเดรส และ Galaxy Research ระบุว่าเงินก้อนดังกล่าวยังไม่ถูกเคลื่อนย้ายตั้งแต่การรวมครั้งแรก บั๊กเฟิร์มแวร์ทำให้ Coinkite เร่งออกมาตรการฉุกเฉิน Coinkite เริ่มแจ้งเตือนผู้ใช้ถึงปัญหาที่กระทบ seed ที่สร้างบนอุปกรณ์ Coldcard Mk3 ซึ่งรันเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.1 ขึ้นไป ต่อมาบริษัทขยายคำแนะนำให้ครอบคลุมเฟิร์มแวร์บางเวอร์ชันของ Mk4, Mk5 และ Coldcard Q พร้อมปล่อยอัปเดตเฟิร์มแวร์ฉุกเฉิน Rodolfo Novak ซีอีโอของ Coinkite ออกมายอมรับความรับผิดชอบต่อบั๊กดังกล่าวและขอโทษผู้ใช้ พร้อมระบุว่ากระบวนการทบทวนของบริษัทไม่สามารถตรวจพบปัญหาก่อนปล่อยใช้งานได้ Novak ยังตั้งข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจมีส่วนช่วยให้พบช่องโหว่นี้ โดยชี้ว่าการตรวจรีวิวโค้ดด้วย AI สามารถค้นหาจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วกว่าการตรวจแบบแมนนวล นักวิจัยเตือนยังมีโอกาสเกิดเหตุซ้ำ Galaxy Research ระบุว่าเหตุโจมตีในอนาคตยังมีความเป็นไปได้ หากผู้ใช้ยังคงเก็บเงินไว้ในแอดเดรส Coldcard แบบ single-signature ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี บริษัทเน้นว่าเหตุการณ์ในอนาคตอาจไม่แสดงรูปแบบธุรกรรมบนเชนแบบเดียวกัน รูปแบบที่ตรวจพบในครั้งนี้เชื่อมโยงได้เฉพาะผู้โจมตีรายแรกเท่านั้น และไม่สามารถใช้ตรวจจับการขโมยในอนาคตได้ เพราะธุรกรรมอาจดูไม่ต่างจากการโอนกระเป๋าที่ถูกต้องตามปกติ บริษัทแนะนำให้ผู้ใช้ย้ายเงินไปยังบริการรับฝากที่เชื่อถือได้ หรือปรับใช้การถือครองแบบ multisignature ด้วยตนเอง ขณะที่ Coinkite แนะนำให้ติดตั้งเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่ สร้าง seed ใหม่ ทดสอบกระเป๋าด้วยการโอนจำนวนเล็กน้อย และเก็บแบ็กอัปเดิมไว้จนกว่าการย้ายข้อมูลจะเสร็จสิ้น