2026-08-16 13:34:22ช่องโหว่ Coldcard เชื่อมโยงเหตุ Bitcoin สูญหายสูงสุดราว 130 ล้านดอลลาร์ สรุปภาพรวมตลาดด้วย AIงานวิจัยเชื่อมโยงข้อผิดพลาดในการกำหนดค่าการผลิตของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard กับเอนโทรปีของซีดที่อ่อนแอ ทำให้สามารถกู้คืนวลีซีดที่เป็นไปได้แบบออฟไลน์และดำเนินการกวาดสินทรัพย์บนเชนในวงกว้าง ซึ่งมีรายงานว่ารวมสูงสุดราว ~1,367 BTC และความสูญเสียที่ต้องสงสัยประมาณ ~$130M เหตุการณ์ดังกล่าวบ่อนทำลายการรับรู้ด้านความปลอดภัยของการเก็บกุญแจแบบ "ออฟไลน์" เพิ่มความกังวลด้านความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการและความเสี่ยงจากคู่สัญญาทั่วทั้งการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง และอาจเพิ่มการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานเฟิร์มแวร์ของวอลเล็ตและมาตรฐานความสุ่มของการสร้างกุญแจระดับผลกระทบ ● สูงสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบBTC/USDT-0.05%ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · BTC/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI▼ ขาลงเทรดตอนนี้เทรดตอนนี้ →⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวังกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์มักถูกมองว่า "ปลอดภัยกว่า" เพราะออกแบบให้ใช้งานแบบออฟไลน์ ลดความเสี่ยงจากการโจมตีผ่านเครือข่าย แต่กรณีของ Coldcard ชี้ว่าความออฟไลน์ไม่ได้ช่วย หากจุดอ่อนฝังอยู่ตั้งแต่ขั้นตอนสร้าง seed ตั้งแต่แรกเริ่ม The Hacker News รายงานเมื่อ 1 สิงหาคม 2026 โดยอ้างอิงงานวิจัยของ Block ว่า ผู้โจมตีไม่ได้แตะต้องอุปกรณ์ของเหยื่อเลย แต่ใช้วิธีสร้างชุด seed phrase ที่เป็นไปได้แบบออฟไลน์ แล้วนำไปตรวจสอบกับข้อมูลบล็อกเชนสาธารณะเพื่อคัดกรองให้ตรงกับที่อยู่ที่ถือครองจริง ต้นตอปัญหาอยู่ที่ Coldcard ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตสาย Bitcoin-only ของบริษัท Coinkite จากแคนาดา โดย Block ระบุว่าเกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่าการผลิตย้อนหลังไปถึงเดือนมีนาคม 2021: ในขั้นตอน build มีการกำหนดมาโคร MICROPY_HW_ENABLE_RNG ให้เป็น 0 เพราะ Coinkite มี wrapper สำหรับ hardware RNG ของตัวเอง แต่ไลบรารีชื่อ libngu ตรวจเพียงว่ามาโครนี้ "มีอยู่" หรือไม่ ไม่ได้ตรวจว่า "เปิดใช้งาน" หรือไม่ ทำให้ build ที่ได้รับผลกระทบไปพึ่งพาเครื่องกำเนิดเลขสุ่มสำรอง Yasmarang ของ MicroPython ตามรายงานของ The Hacker News กลไกสำรองดังกล่าวถูก seed จาก unique ID ของชิปและรีจิสเตอร์ของตัวจับเวลา แล้วไม่ได้เก็บความสุ่มเพิ่มเติมภายหลัง Coinkite ประเมินเอนโทรปีที่ได้ราว 40 บิตบนรุ่น Mk3 และประมาณ 72 บิตบน Mk4, Mk5 และ Q ขณะที่ seed มาตรฐาน BIP39 แบบ 12 คำควรมีเอนโทรปี 128 บิต ทั้งนี้ Block ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลข benchmark การ brute force ที่ใช้งานได้จริง แต่ตั้งเพดานเชิงเงื่อนไขและเตือนว่าแม้เพดานที่สูงกว่า ก็ไม่ได้เท่ากับความแข็งแรงเชิงคริปโตระดับ 73 บิตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังไม่มีรายงานสาธารณะใดในชุดข้อมูลที่บทความนี้อ้างอิง ซึ่งยืนยันว่ามีการกู้ seed ของเหยื่อรายใดรายหนึ่งได้สำเร็จและจับคู่กับที่อยู่ที่ถูกกวาดเงินออก ทำไม "ออฟไลน์" ถึงไม่ช่วย ประเด็นที่ทำให้กรณี Coldcard ต่างจากภาพจำของผู้ซื้อ คืออุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องเชื่อมอินเทอร์เน็ตก็ถูกโจมตีได้ จุดอ่อนอยู่ในโค้ดที่สร้าง seed ตั้งแต่วันที่สร้าง เมื่อผู้โจมตีสามารถจำกัดขอบเขตค่า unique ID สถานะตัวจับเวลา และประวัติการเรียกใช้งานตัวสุ่มก่อนหน้าได้ Block ระบุว่าสามารถสร้างลำดับ seed ที่เป็นไปได้และทดสอบทั้งหมดแบบออฟไลน์ โดยตรวจสอบกับข้อมูลบนบล็อกเชนที่ใครก็เข้าถึงได้ อุปกรณ์ของเหยื่อ ตู้นิรภัย หรือเซฟธนาคารจึงไม่ใช่พื้นผิวการโจมตีเลย The Hacker News ระบุว่า Galaxy Research ตรวจพบการกวาดเงิน (sweep) จาก 1,196 ที่อยู่ Bitcoin ภายใน 41 นาที เมื่อ 30 กรกฎาคม 2026 รวม 1,082.65 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 70.2 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น Galaxy บอกกับสำนักข่าวว่าไม่พบธุรกรรม Bitcoin อื่นในช่วง 30 วันก่อนหน้าที่มีอัตราค่าธรรมเนียมและลักษณะ "ไม่มีเงินทอน (no-change)" แบบเดียวกัน พร้อมเตือนว่ารูปแบบนี้ช่วยระบุตัวผู้ปฏิบัติการมากกว่าพิสูจน์ว่าเป็นการขโมย เพราะการ sweep "ดูไม่ต่างจากกรณีเจ้าของเหรียญย้ายเงินเอง" ต่อมา Galaxy ระบุว่าพบอีกสองระลอกที่น่าสงสัย ทำให้ยอดที่สังเกตได้เพิ่มเป็น 1,367.05 BTC มูลค่าราว 88.6 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุม 4,585 ที่อยู่ โดยย้ำว่าระลอกหลังไม่ควรถูกเหมารวมว่ามาจากผู้ปฏิบัติการรายเดียวกับสองระลอกแรก และยังไม่ได้ยืนยันเชิงคำนวณว่าทุกที่อยู่ที่ถูกปักธงเกี่ยวข้องกับบั๊กเอนโทรปีต่ำจริง ฮาร์ดแวร์ vs ซอฟต์แวร์: จุดอ่อนเดียวกัน แต่ปัญหาความไว้วางใจต่างกัน กลไกที่ทำให้ Coldcard มีความเสี่ยง คือ "ความสุ่มไม่พอในตอนสร้างคีย์" ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์ The Hacker News รายงานว่า Coinspect มีงานวิจัยอีกชิ้นชื่อ Ill Bloom พบช่องโหว่ PRNG ที่อ่อนแอในซอฟต์แวร์วอลเล็ตรุ่นเก่า เชื่อมโยงการถูกดูดเงินมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ครอบคลุมที่อยู่บน Bitcoin, Ethereum, Tron, Rootstock และ Polygon สำนักข่าวระบุว่าสองกรณีนี้เป็นเหตุการณ์คนละชุด ไม่ใช่บั๊กเดียวกัน แต่สะท้อนข้อเท็จจริงเดียวกัน: ไม่ว่าคีย์จะถูกสร้างในอุปกรณ์เฉพาะทางหรือในแอปบนโทรศัพท์ โค้ดที่สร้างเลขสุ่มคือจุดพึ่งพาเดียวที่วอลเล็ตทุกประเภทหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกชั้นความเสี่ยงที่แยกจากเรื่องเอนโทรปี คือเฟิร์มแวร์เป็นโค้ดที่ผู้ผลิตควบคุมและอัปเดตเป็นระยะ ผู้ใช้มักตรวจสอบ (audit) build ที่กำลังจะติดตั้งได้ไม่ครบถ้วน Cointelegraph ซึ่งมีเพียงสรุปและคำพูดบางส่วนในหลักฐานของบทความนี้ อธิบายภาพรวมว่าการอัปเดตเฟิร์มแวร์เป็น "ช่องทางโจมตีที่สมบูรณ์แบบ" สำหรับผู้ต้องการเข้าถึง private key แบบลับๆ ไม่ว่าจะเป็น "หน่วยงานกำกับดูแล หรือแย่กว่านั้นคือองค์กรอาชญากรรม" และยกเหตุการณ์ช่องโหว่ของ Ledger ในปี 2018 เป็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดี นี่เป็นความเสี่ยงคนละแบบกับ Coldcard ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการเขียนโค้ดที่ไม่ได้ตั้งใจและเกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2021 ไม่ใช่อัปเดตที่ถูกจงใจดัดแปลง และหลักฐานในชุดนี้ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างสองประเด็น แพตช์แก้ได้เฉพาะ "อนาคต" ไม่ได้ย้อนแก้ "อดีต" The Hacker News ระบุว่า Coinkite ออกเฟิร์มแวร์ฉุกเฉินสำหรับทุกรุ่นและทุกสาย release ที่ได้รับผลกระทบเมื่อ 31 กรกฎาคม 2026 ขณะที่ CoinDesk อ้างจดหมายเปิดผนึกของ CEO NVK ในวันเดียวกัน ซึ่งแนะนำให้ผู้ใช้ "ย้ายเงินทันที" ตามแนวทางใหม่ การติดตั้งแพตช์จะช่วยไม่ให้ seed ใหม่ติดข้อบกพร่องนี้ แต่ไม่สามารถซ่อม seed ที่ถูกสร้างบนเฟิร์มแวร์ที่เปราะบางไปแล้ว หากนำ seed เดิมไปกู้คืนบนเฟิร์มแวร์ที่แพตช์แล้วหรือบนวอลเล็ตอื่น ความอ่อนแอยังติดไปด้วย ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ ณ วันที่สร้าง seed ไม่ใช่เวอร์ชันที่ติดตั้งอยู่ในวันนี้ Coinkite ระบุว่ารุ่น Mk3 เวอร์ชัน 4.0.1 ถึง 4.1.9 ได้รับผลกระทบ และแก้แล้วใน 4.2.0 โดยไม่ได้เอ่ยชื่อ Mk2 ขณะที่บัญชีของ Block ชี้ว่า Mk2 และ Mk3 เวอร์ชัน 4.0.0 ถึง 4.1.9 อยู่บนเส้นทางที่เปราะบางเช่นกัน สำหรับ Mk4 และ Mk5 เวอร์ชันก่อน 5.6.0 ได้รับผลกระทบ สำหรับ Q คือก่อน 1.5.0Q ส่วน edge build ก่อน 6.6.0X (Mk4/Mk5) หรือ 6.6.0QX (Q) ก็ได้รับผลกระทบด้วยตามรายงานเดียวกัน Coinkite ระบุว่า seed ที่สร้างโดยใช้การทอยลูกเต๋าแบบยุติธรรม เป็นอิสระ และเป็นส่วนตัวอย่างน้อย 50 ครั้ง จะไม่เสี่ยงจากบั๊กนี้เพียงลำพัง แต่หากจำนวนครั้งหรือความเป็นส่วนตัวของการทอยไม่ชัดเจน บริษัทแนะนำให้ย้ายเงินอยู่ดี การตั้ง BIP39 passphrase ที่แข็งแรงและไม่ซ้ำกันจะสร้างวอลเล็ตแยกที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยคำ seed เพียงอย่างเดียว แต่ Coinkite ยังแนะนำให้เปลี่ยน seed ต้นทางอยู่ดี ส่วนระบบ multisig จะปลอดภัยก็ต่อเมื่อ quorum ของผู้ลงนามไม่ได้มาจากอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ขณะที่ผลิตภัณฑ์ TAPSIGNER, OPENDIME และ SATSCARD ใช้โค้ดคนละชุดและไม่ได้รับผลกระทบ ตาม The Hacker News มูลค่าความเสียหายจริงเท่าไร ตัวเลขความเสียหายที่ถูกเผยแพร่แตกต่างกันตามวันที่รายงาน เพราะการติดตาม on-chain ของ Galaxy Research ยังดำเนินอยู่ และยังไม่มีตัวเลขที่ตรวจสอบบัญชีหรือสรุปปิดเคสแล้ว - 31 กรกฎาคม 2026: 38 ล้านดอลลาร์ (CoinDesk) - 1 สิงหาคม 2026 (การกวาดเงินรอบแรก): 1,082.65 BTC (~70.2 ล้านดอลลาร์) (The Hacker News อ้าง Galaxy Research) - อัปเดตไม่ระบุวันที่ในรายงานเดียวกัน: 1,367.05 BTC (~88.6 ล้านดอลลาร์), 4,585 ที่อยู่ (The Hacker News อ้าง Galaxy Research) - ไม่ระบุวันที่ในหลักฐานชุดนี้: มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (Bloomberg) - 4 สิงหาคม 2026 ("ณ วันอังคาร"): ราว 130 ล้านดอลลาร์ (TechCrunch อ้าง Galaxy Research; Tom Robinson ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Elliptic ระบุด้วยว่าสอดคล้องโดยประมาณ) TechCrunch ยังอ้าง TRM Labs ว่าในปี 2026 จนถึงขณะรายงาน มีการแฮ็กที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทคริปโตกว่า 200 ครั้ง รวมความเสียหายมากกว่า 950 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม ไม่ได้หมายถึง Coldcard เพียงกรณีเดียว นอกจากนี้ Jonathan Goodman ระบุบน X ว่าเขาสูญเงิน 1.6 ล้านดอลลาร์จาก Coldcard ทั้งที่ไม่เคยแชร์ seed phrase หรือเชื่อมอุปกรณ์เข้ากับอินเทอร์เน็ต แต่เป็นคำกล่าวอ้างส่วนบุคคลและยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานในชุดนี้ ข้อจำกัดของข้อมูลในบทความนี้ บทความนี้ไม่สามารถสรุปยอดความเสียหายสุดท้ายได้ เพราะทุกตัวเลขเป็นเพียงภาพ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งจากการสืบค้น on-chain ที่ Galaxy Research ระบุว่ายังไม่จบ และสื่อที่อ้างถึงให้ตัวเลขต่างกันตามช่วงเวลา ตัวเลข "มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์" ของ Bloomberg ไม่มีวันที่เผยแพร่ในหลักฐานชุดนี้จึงจัดวางบนไทม์ไลน์เทียบกับตัวเลขอื่นได้จำกัด บทความนี้ยังไม่สามารถยืนยันคำกล่าวอ้างของ Jonathan Goodman ได้ และไม่สามารถยืนยันว่ากรณี Ill Bloom ของ Coinspect เกี่ยวข้องทางเทคนิคกับบั๊ก Coldcard หรือเป็นเพียงเหตุการณ์คนละชุดในหมวดความผิดพลาดประเภทเดียวกัน โดย The Hacker News มองว่าเป็นเหตุการณ์แยกกัน นอกจากนี้เนื้อหา Cointelegraph ที่กล่าวถึงเฟิร์มแวร์ในฐานะช่องทางโจมตีเป็นเพียงสรุปและคำพูดบางส่วนในหลักฐานชุดนี้ และเป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง (อัปเดตถูกเจาะ) ไม่ใช่บั๊กเอนโทรปีต่ำของ Coldcard และยังไม่มีสื่ออื่นในชุดนี้ช่วยยืนยันเพิ่มเติม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสื่อใดในชุดข้อมูลนี้ระบุชื่อผู้โจมตี และ Galaxy Research ก็เตือนชัดว่าระลอก sweep ภายหลังไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นผู้ปฏิบัติการเดียวกับระลอกก่อนหน้า อีกทั้งบทความนี้ไม่มีเอกสารปฐมภูมิ เช่น ข้อแนะนำจาก Coinkite รายงานวิจัยของ Block หรือรายงานของ Galaxy Research ฉบับเต็ม มีเพียงข่าวที่สรุปต่อ ทำให้ช่วงเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบและตัวเลขเอนโทรปีเป็นข้อมูลที่อ้างอิงทางอ้อม แหล่งข่าว ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจากรายงานของ The Hacker News, CoinDesk, TechCrunch, Bloomberg และ Cointelegraph ตามที่ระบุไว้ในเนื้อหา และในจุดที่ข้อมูลขัดแย้งกัน ได้สะท้อนความแตกต่างนั้นไว้แล้ว ที่มาข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ถือเป็นจุดยืนของ BingX และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนจาก BingX ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไข