2026-07-21 13:16:05เกาหลีใต้ขยายการทดสอบ CBDC สู่ผู้ใช้ 5 แสนราย ทดลองโทเคนตั้งเงื่อนไขได้และใช้เงินภาครัฐจริง สรุปภาพรวมตลาดด้วย AIธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea) กำลังขยายการทดลองใช้วอนดิจิทัลไปยังผู้ใช้งานสูงสุด 500,000 ราย ครอบคลุมเก้าธนาคาร โดยเพิ่มโทเคนเงินฝากแบบตั้งโปรแกรมได้ และนำเงินทุนของรัฐบาลจริงมาใช้ในการจ่ายเงินอุดหนุน การออกแบบผสานการชำระบัญชีแบบ CBDC ระดับสถาบันเข้ากับเงินฝากโทเคนไนซ์ที่ออกโดยธนาคาร ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนต้นทุนการชำระเงินและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญในเชิงสถาบันต่อโครงสร้างพื้นฐานของเงินดิจิทัล แต่ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและการควบคุมอาจจำกัดการยอมรับและการยอมรับด้านกฎระเบียบระดับผลกระทบ ● ปานกลางสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบBTC/USDT+1.69%ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · BTC/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI● Neutralเทรดตอนนี้เทรดตอนนี้ →⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวังธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea: BOK) ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า เฟสถัดไปของ “Project Hangang” โครงการเงินวอนดิจิทัลบนบล็อกเชน จะเริ่มในเดือนกันยายนนี้ ขยายวงทดลองไปยังธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง และผู้ใช้งานสูงสุดราว 500,000 ราย พร้อมยกระดับจากการทดสอบด้วยเงินจำลองไปสู่การใช้เงินภาครัฐจริง และเพิ่มความสามารถด้าน “โปรแกรมเมเบิล” (ตั้งเงื่อนไขการใช้เงินได้) ผลการทดลองก่อนหน้า เฟส 1 ดำเนินช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2025 มีธนาคารเข้าร่วม 7 แห่ง และร้านค้าประมาณ 12,000 แห่ง เกิดธุรกรรม 114,880 รายการ แม้มีรายงานว่าเคยเปิดกระเป๋าเงินราว 81,000 ใบในช่วงทดสอบก่อนหน้า แต่มีเพียงราว 42% ของผู้ถือกระเป๋าเงินที่ใช้จ่ายโทเคนจริง สะท้อนปัญหาการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ด้าน HRF CBDC tracker ประเมินว่าแบงก์ต่าง ๆ ใช้งบประมาณราว 30–35 พันล้านวอนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผลลัพธ์ดังกล่าว ในเฟส 2 BOK ระบุว่าออกแบบมาเพื่อจำลองการทำธุรกรรมธนาคารในชีวิตประจำวัน และแก้โจทย์การใช้งานจริงที่ยังต่ำ โดยจะเพิ่มฟีเจอร์หลัก ได้แก่ การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก (ลายนิ้วมือ), การโอนเงินระหว่างกระเป๋าเงินแบบบุคคลต่อบุคคล, การเติมเงินอัตโนมัติจากบัญชีธนาคารที่ผูกไว้, การตัดชำระอัตโนมัติแบบเป็นงวดและการจ่ายดอกเบี้ย, การออกใบรับเงินสด และ “โทเคนเงินฝากแบบตั้งโปรแกรมได้” เพื่อทดสอบการจ่ายเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ไฮไลต์สำคัญคือเป็นครั้งแรกที่การทดลองจะใช้โทเคนแบบตั้งเงื่อนไขเพื่อกระจายเงินอุดหนุน โดยสามารถกำหนดข้อจำกัดให้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ค้าบางราย วัตถุประสงค์บางประเภท หรือภายในช่วงเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ BOK ที่สำนักข่าว Yonhap อ้างถึง ระบุว่าเฟส 2 มุ่ง “วางรากฐานสู่การนำไปใช้เชิงพาณิชย์” โครงสร้างระบบของโครงการคือ BOK จะออก “CBDC ระดับสถาบัน” (wholesale CBDC) สำหรับการชำระบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน จากนั้นธนาคารพาณิชย์จะสร้าง “โทเคนเงินฝาก” ซึ่งเป็นตัวแทนเงินฝากของลูกค้าบนบล็อกเชน ให้ผู้บริโภคและร้านค้าใช้ชำระเงิน คิม ดงซอบ หัวหน้าทีมวางแผนสกุลเงินดิจิทัลของ BOK อธิบายโมเดลนี้ว่าเป็น “ทางสายกลางระหว่าง CBDC และสเตเบิลคอยน์” ประเด็นที่ผู้ใช้และผู้ค้าจับตา สำหรับผู้บริโภค โทเคนเงินฝากที่ตั้งเงื่อนไขได้อาจทำให้การรับสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือจากรัฐเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นไปโดยตรง แทนการรอคูปองหรือเช็ค ส่วนฝั่งร้านค้า การชำระเงินด้วยโทเคนอาจช่วยลดค่า interchange และค่าธรรมเนียมบัตรที่กระทบมาร์จิ้น โดยเฉพาะผู้ค้าปริมาณธุรกรรมสูง การทดลองยังจะวัดผลว่าโทเคนที่ตั้งกฎการใช้จ่ายได้จะช่วยลดการทุจริตและต้นทุนตรวจสอบบัญชีได้หรือไม่ ด้วยการบังคับใช้กติกาตั้งแต่จุดที่จ่ายเงินอุดหนุน ผู้เข้าร่วมและไทม์ไลน์ ธนาคารเดิม 7 แห่ง ได้แก่ KB Kookmin, Shinhan, Hana, Woori, Nonghyup, Industrial Bank of Korea และ BNK Busan จะมี Gyeongnam Bank และ iM Bank เข้าร่วมเพิ่ม โครงการระบุว่าจะเดินหน้าทดลองแบบไม่กำหนดวันสิ้นสุด โดย Project Hangang ถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญภายใต้ผู้ว่าการ BOK คนใหม่ ชิน ฮยอนซง ซึ่งหยิบโครงการนี้เป็นประเด็นหลักในสุนทรพจน์นโยบายครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งในเดือนเมษายน 2026 ความเคลื่อนไหวนโยบายและภาคเอกชน รายงานระบุว่า Hana Bank กำลังออกแบบสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับเงินวอน (โทเคนเอกชนที่ตรึงมูลค่า 1:1 กับวอน) ในช่วงที่โซลกำลังถกกฎหมายสเตเบิลคอยน์ ขณะเดียวกัน กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเสนอปรับปรุงกฎหมายสินทรัพย์แห่งชาติที่มีอายุ 76 ปี เพื่อจัดประเภทคริปโทเคอร์เรนซีให้เป็นสินทรัพย์แห่งชาติ สะท้อนทิศทางการกำกับดูแลที่อาจเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและสิทธิเสรีภาพ ความสามารถในการตั้งเงื่อนไขที่ทำให้โทเคนเงินฝากน่าดึงดูดสำหรับภาครัฐ ก็ก่อเสียงเตือนเรื่องสิทธิเสรีภาพเช่นกัน กฎที่จำกัดการใช้เงินกับร้านค้า หมวดหมู่ หรือช่วงเวลา สามารถขยายไปไกลกว่ามาตรการอุดหนุนแบบเฉพาะจุด เช่น การกำหนดวันหมดอายุ ข้อจำกัดการใช้จ่าย หรือการอายัดกระเป๋าเงิน โดยอาจไม่มีหลักประกันแบบเงินสด ธุรกรรม CBDC ทุกครั้งถูกบันทึกบนเลดเจอร์ที่ธนาคารกลางและพาร์ตเนอร์เข้าถึงได้ ซึ่งนักเคลื่อนไหวมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของ CBDC โดยรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะรูปแบบของเกาหลีใต้ กรณีจีนและภาพเปรียบเทียบสหรัฐฯ ฝั่งนักวิจารณ์หยิบตัวอย่างเงินหยวนดิจิทัลของจีน (eCNY) ที่เคยกำหนดวันหมดอายุสำหรับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน โดยรัฐบาลปักกิ่งอธิบายว่าเพื่อลดการกักตุน แต่ถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นการบีบบังคับ นักวิจัยเตือนว่า eCNY อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการสอดส่องทางการเงินโดยรัฐ ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเดินคนละทาง เมื่อข้อห้ามออก CBDC เป็นเวลา 4 ปีมีผลเป็นกฎหมายในวันที่ 11 กรกฎาคม หลัง 21st Century ROAD to Housing Act มีผลบังคับใช้โดยไม่มีลายเซ็นของประธานาธิบดีทรัมป์ สรุป เฟส 2 ของ Project Hangang เพิ่มเดิมพันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนผู้ใช้ เงินภาครัฐจริง และเงินดิจิทัลที่ “เขียนเงื่อนไขได้” ซึ่งอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์การชำระเงิน การจ่ายสวัสดิการ และเศรษฐศาสตร์ของร้านค้าในเกาหลีใต้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ประเด็นความเป็นส่วนตัวและอำนาจรัฐคมชัดขึ้นในโลกที่เงินสามารถถูกโค้ดให้มีเงื่อนไข ผลการทดลองจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากผู้กำหนดนโยบาย ธนาคาร ร้านค้า กลุ่มพิทักษ์ความเป็นส่วนตัว และประเทศอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณาแนวทาง CBDC ที่มาข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ถือเป็นจุดยืนของ BingX และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนจาก BingX ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไข